ENG I TH





Mulberry tree bark
The branches of the mulberry shrubs are harvested in the autumn, and the innermost layer of bark (white bark) is stripped from the timber and boiled in a mixture of water and soda ash. The strips are then beaten by hand until they have been well separated.
The diffuser is formed by hand sewing each of the prepared clusters of fiber to a cotton grid, which has been fastened to the base structure.
The colour of the material is a soft white that yellows a little with age. To clean diffusers in this material, we recommend that they be dusted or lightly vacuumed.
Mulberry tree bark
The branches of the mulberry shrubs are harvested in the autumn, and the innermost layer of bark (white bark) is stripped from the timber and boiled in a mixture of water and soda ash. The strips are then beaten by hand until they have been well separated.
The diffuser is formed by hand sewing each of the prepared clusters of fiber to a cotton grid, which has been fastened to the base structure.
The colour of the material is a soft white that yellows a little with age. To clean diffusers in this material, we recommend that they be dusted or lightly vacuumed.
Mulberry tree bark
The branches of the mulberry shrubs are harvested in the autumn, and the innermost layer of bark (white bark) is stripped from the timber and boiled in a mixture of water and soda ash. The strips are then beaten by hand until they have been well separated.
The diffuser is formed by hand sewing each of the prepared clusters of fiber to a cotton grid, which has been fastened to the base structure.
The colour of the material is a soft white that yellows a little with age. To clean diffusers in this material, we recommend that they be dusted or lightly vacuumed.
Mulberry tree bark
The branches of the mulberry shrubs are harvested in the autumn, and the innermost layer of bark (white bark) is stripped from the timber and boiled in a mixture of water and soda ash. The strips are then beaten by hand until they have been well separated.
The diffuser is formed by hand sewing each of the prepared clusters of fiber to a cotton grid, which has been fastened to the base structure.
The colour of the material is a soft white that yellows a little with age. To clean diffusers in this material, we recommend that they be dusted or lightly vacuumed.
Mulberry tree bark
The branches of the mulberry shrubs are harvested in the autumn, and the innermost layer of bark (white bark) is stripped from the timber and boiled in a mixture of water and soda ash. The strips are then beaten by hand until they have been well separated.
The diffuser is formed by hand sewing each of the prepared clusters of fiber to a cotton grid, which has been fastened to the base structure.
The colour of the material is a soft white that yellows a little with age. To clean diffusers in this material, we recommend that they be dusted or lightly vacuumed.

อะไรที่ทำให้แองโกมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร?
ANGUS HUTCHESON
Founder & Chief Designer of Ango
ผู้ก่อตั้ง นักออกแบบ Ango
และผู้บุกเบิก Sculptural Handcrafted Lighting

British Architect, Contemporary Lighting Designer & Founder of Ango
Angus Hutcheson คือสถาปนิกชาวอังกฤษ นักออกแบบแสงร่วมสมัย และผู้ก่อตั้ง Ango สตูดิโอ ออกแบบแสงและงานแสงเชิงประติมากรรมจากประเทศไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ จากแนวทาง Sculptural Handcrafted Lighting ผลงานของเขาหลอมรวมสถาปัตยกรรม งานหัตถศิลป์ไทย วัสดุธรรมชาติ นวัตกรรมวัสดุ และเทคโนโลยีแสง จนเกิดเป็นภาษาการออกแบบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว


นับตั้งแต่ก่อตั้งแบรนด์ Ango ในกรุงเทพฯ เมื่อปี 2003 Angus Hutcheson ได้พัฒนาภาษาการออกแบบที่เชื่อมโยงแสง ประติมากรรม สถาปัตยกรรม และงานหัตถศิลป์ไทยเข้าด้วยกัน ผลงานของเขาไม่ได้มีหน้าที่เพียงแค่ให้แสงสว่าง หากแต่ยังสร้างบรรยากาศ อารมณ์ และประสบการณ์ใหม่ให้กับพื้นที่อีกด้วย
Angus Hutcheson โดยสรุป
-
ผู้ก่อตั้ง (Founder) และ หัวหน้าดีไซเนอร์ (Chief Designer) ของแองโก
-
สถาปนิกชาวอังกฤษ และนักออกแบบแสงร่วมสมัย (Contemporary Lighting Designer)
-
ทำงานและอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2003
-
ผู้บุกเบิกแนวคิด Sculptural Handcrafted Lighting
-
เป็นที่รู้จักจากการพัฒนางานแสงด้วยรังไหมธรรมชาติ (Silk Cocoon Lighting) และนวัตกรรมวัสดุ (Material Innovation)
-
สนับสนุนแนวคิด Sustainable Luxury Design
-
ทำงานร่วมกับช่างฝีมือและนักออกแบบชาวไทยอย่างใกล้ชิด
-
สร้างสรรค์งาน Artistic Lighting Installation และงานออกแบบแสงเฉพาะโครงการ (Bespoke Lighting)
-
ร่วมจัดแสดงผลงานอย่างต่อเนื่องในงาน Maison & Objet Paris และ Euroluce Milan ตั้งแต่ปี 2008
-
ผลงานได้รับการจัดแสดงที่ Museum of Arts and Design, New York, Hara Museum, Tokyo, VIA, Paris และ Gwangju Design Biennale


จุดเริ่มต้นจากสถาปัตยกรรมและแสงไฟ


แองกัส ฮัทชิสัน เติบโตในเนินเขา Chiltern Hills ทางตอนใต้ของประเทศอังกฤษ ระหว่างกรุงลอนดอนและเมืองอ็อกซ์ฟอร์ด ความหลงใหลในแสงของเขาเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ก่อนก้าวเข้าสู่อาชีพนักออกแบบเสียอีก บริเวณสวนของครอบครัวมีอาคารคอกม้าเก่าที่ถูกทิ้งร้าง ตั้งอยู่เหนือแม่น้ำ River Misbourne ตัวอาคารไม่มีหน้าต่างและมืดสนิทเกือบตลอดเวลา เมื่อตอนยังเป็นเด็ก เขามักเจาะช่องเล็ก ๆ ลงบนกำแพงอิฐ เพื่อให้ลำแสงอาทิตย์ส่องทะลุเข้ามา เปลี่ยนพื้นที่มืดมิดให้มีชีวิตชีวาขึ้นด้วยแสงแห่งธรรมชาติ

เมื่อจุดเริ่มต้นของความหลงใหลกลายเป็นแรงบันดาลใจ เขาเคยกล่าวว่า:
“การค้นพบลำแสงที่ทอดผ่านความมืด คือ
ประสบการณ์แรกที่ทำให้ผมตระหนักถึง
ความมหัศจรรย์ของสถาปัตยกรรมและแสง”






ประสบการณ์ในวัยเยาว์ครั้งนั้นได้กลายเป็นรากฐานของการแสวงหาตลอดชีวิตของเขา ในการสำรวจบรรยากาศ การรับรู้ และประสบการณ์ของพื้นที่ผ่านแสง
ต่อมา เขาได้ศึกษาด้านสถาปัตยกรรมที่ Architectural Association School of Architecture ในกรุงลอนดอน ซึ่งเป็นสถาบันที่มีวัฒนธรรมการเรียนการสอนเชิงทดลอง ภายใต้อิทธิพลของบุคคลสำคัญอย่าง Alvin Boyarsky, David Greene และ Peter Cook ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนก้าวข้ามกรอบของสถาปัตยกรรม ไปสู่การสำรวจความเชื่อมโยงระหว่างศิลปะ เทคโนโลยี และการออกแบบ แม้ภายหลังเขาจะประกอบวิชาชีพสถาปนิกในลอนดอน แต่เขากลับมองเห็นว่า แสง คือสื่อที่สามารถหล่อหลอมประสบการณ์ของมนุษย์ได้อย่างตรงไปตรงมาและลึกซึ้งยิ่งกว่า
การก่อตั้ง Ango และอิทธิพลจากประเทศไทย
การย้ายมาประเทศไทยถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในเส้นทางอาชีพของฮัทชิสัน ด้วยแรงบันดาลใจจากงานหัตถศิลป์ วัสดุธรรมชาติ และวัฒนธรรมการผลิตของไทย เขาได้ก่อตั้ง Ango ในกรุงเทพฯ เมื่อปี ค.ศ. 2003
นับตั้งแต่เริ่มต้น Ango ไม่ได้เป็นเพียงแบรนด์โคมไฟ แต่เป็นพื้นที่แห่งการทดลองและสร้างสรรค์ที่มุ่งสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างแสง วัสดุ งานฝีมือ และการผลิตอย่างยั่งยืน ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทางสตูดิโอได้พัฒนาเทคนิคการผลิตเฉพาะของตนเอง พร้อมสร้างทีมช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญที่สามารถสร้างสรรค์ผลงานอันซับซ้อนได้ ซึ่งเกินขีดจำกัดของกระบวนการผลิตแบบอุตสาหกรรมทั่วไป
การหลอมรวมระหว่างแนวคิดทางสถาปัตยกรรมแบบอังกฤษกับงานหัตถศิลป์ไทยนี้ ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของอัตลักษณ์ของ Ango และมีส่วนช่วยให้งานช่างฝีมือไทยได้รับการยอมรับและเป็นส่วนหนึ่งของเวทีการออกแบบระดับลักชัวรีนานาชาติ
เบื้องหลังเวิร์กช็อปของ Ango :
Crafting the Orbit Series
โคมไฟทุกชิ้นในคอลเลกชัน Orbit Series เริ่มต้นขึ้นภายในเวิร์กช็อปของ Ango ที่ซึ่งช่างฝีมือชาวไทยผู้เชี่ยวชาญค่อย ๆ รังสรรค์หวายเส้นละเอียดให้กลายเป็นประติมากรรมแห่งแสง ด้วยเทคนิคงานฝีมือเฉพาะที่สั่งสมและพัฒนาขึ้นอย่างประณีต วีดีคลิปเรื่องนี้จะพาคุณไปสัมผัสเบื้องหลังการทำงาน เผยให้เห็นความประณีต ความอดทน และความเชี่ยวชาญในการใช้วัสดุ ซึ่งล้วนเป็นหัวใจสำคัญของแนวทางการออกแบบแสงของ Ango


นวัตกรรมวัสดุและความหรูหราอย่างยั่งยืน
นวัตกรรมด้านวัสดุ คือแก่นสำคัญของแนวทางการสร้างสรรค์ของแองกัส ฮัทชิสัน แทนที่จะเริ่มต้นจากการกำหนดรูปทรงให้กับวัสดุ เขาเลือกเริ่มจากการทำความเข้าใจว่าวัสดุแต่ละชนิดมีปฏิสัมพันธ์กับแสงอย่างไร การค้นคว้าอย่างต่อเนื่องนี้ได้หล่อหลอมให้เกิด "ภาษาของวัสดุ" ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งกลายเป็นลายเซ็นและอัตลักษณ์สำคัญของ Ango



รังไหมธรรมชาติ ยังคงเป็นหนึ่งในวัสดุอันเป็นเอกลักษณ์และได้รับการยกย่องมากที่สุดของสตูดิโอ ด้วยคุณสมบัติในการกระจายแสงที่นุ่มนวลอย่างน่าทึ่ง พร้อมสร้างมิติและบรรยากาศอันลุ่มลึก ขณะที่ เยื่อสา ช่วยเติมเต็มพื้นผิวและสัมผัสอันเป็นธรรมชาติ ส่วน หวาย เราเลือกขนาดเพียง 1 มิลลิเมตร จึงคราฟท์งานแต่ละชิ้นได้อย่างประณีต มอบทั้งความแข็งแรง ความละเอียดอ่อน และสะท้อนอัตลักษณ์ของงานฝีมือแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างชัดเจน
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา Ango ยังได้พัฒนาวัสดุรูปแบบใหม่ด้วยการผสาน เส้นใยเยื่อสาเข้ากับอวนรีไซเคิล เพื่อผลักดันแนวคิดด้านนวัตกรรมวัสดุและตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์งานออกแบบลักชัวรีที่ยั่งยืน
ประติมากรรมแห่งแสงจากงานฝีมือและอาร์เคเดียแห่งแสง
ตลอดเวลากว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา แองกัส ฮัทชิสัน เป็นบุคลที่มีบทบาทสำคัญในการนิยามแนวทางการออกแบบแสงร่วมสมัยที่โดดเด่น ซึ่งเขาเรียกว่า ประติมากรรมแห่งแสงจากงานฝีมือ (Sculptural Handcrafted Lighting) แทนที่จะมองโคมไฟเป็นเพียงวัตถุที่ทำหน้าที่ให้แสงสว่าง เขามองว่าแสงคือสื่อที่สามารถหล่อหลอมบรรยากาศ อารมณ์ และประสบการณ์ของพื้นที่ได้ ผลงานทุกชิ้นของ Ango จึงถือกำเนิดขึ้นจากบทสนทนาระหว่างวัสดุ โครงสร้าง งานฝีมือ และแสงสว่าง
เบื้องหลังปรัชญาการออกแบบนี้ คือแนวคิดที่ฮัทชิสันเรียกว่า Electric Arcadia หรือ “อาร์เคเดียแห่งแสง” ซึ่งเป็นภาพแทนของโลกในอุดมคติที่ธรรมชาติ งานฝีมือ และเทคโนโลยีหลอมรวมกันอย่างกลมกลืน โดยเขาอธิบายไว้ว่า:
วลีนี้ถ่ายทอดแก่นความคิดที่อยู่เบื้องหลังผลงานของเขา นั่นคือ เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าและงานช่างฝีมือดั้งเดิมมิใช่สิ่งที่ต้องขัดแย้งกัน หากสามารถอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน เพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่ทั้งเปี่ยมด้วยนวัตกรรม ความยั่งยืน และยังคงรักษามิติแห่งความเป็นมนุษย์ไว้ได้อย่างลึกซึ้ง
ด้วยปรัชญานี้ Ango จึงได้รับการยอมรับในฐานะหนึ่งในผู้บุกเบิกแนวทาง "Organic Modern Lighting" ที่หลอมรวมเรื่องวัสดุธรรมชาติ รูปทรงร่วมสมัย และการออกแบบที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ของผู้คนเข้าไว้เป็นหนึ่งเดียว
SIGNATURE LIGHTING
COLLECTIONS

ผลงานคอลเลกชันที่โดดเด่นและทรงอิทธิพลที่สุดชิ้นหนึ่งในอาชีพของแองกัส ฮัทชิสัน คือ Chrysalis Sky, Paradise, Triple Orbit, Orbette, Jewel One และคอลเลกชันที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง Transcendence Series. เมื่อพิจารณาร่วมกัน ผลงานเหล่านี้ได้กำหนดภาษาการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ของ Ango และเป็นรากฐานที่หล่อหล่อและต่อยอดของผลงานอีกมากมายที่ตามมา

Chrysalis Sky เป็นคอลเลกชันที่สร้างชื่อเสียงให้ Ango ในระดับนานาชาติ ด้วยการบุกเบิกการนำ รังไหมธรรมชาติ มาใช้เป็นวัสดุกระจายแสง ซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ในขณะที่
-
Paradise โคมไฟที่สร้างความสัมพันธ์ระหว่างบรรยากาศ พื้นผิว และรูปทรงที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ
-
Triple Orbit สะท้อนความหลงใหลของฮัตเชสันที่มีต่อการเคลื่อนที่ของวัตถุท้องฟ้าและความเชื่อมโยงของระบบต่าง ๆ ในจักรวาล
-
Orbette กลั่นแนวคิดและภาษาการออกแบบของ Ango ให้เหลือเพียงรูปแบบประติมากรรมโมดูลาร์ที่เรียบง่ายแต่ยังคงความสง่างาม
-
Jewel One ก้าวข้ามเส้นแบ่งระหว่างโคมไฟ ประติมากรรม และงานออกแบบเพื่อการสะสม (collectible design)

Transcendence Series คือผล งานที่สะท้อนวิสัยทัศน์ของฮัทชิสันได้อย่าง สมบูรณ์ที่สุดในปัจจุบัน
ก้าวข้ามจากการออกแบบผลิตภัณฑ์ไปสู่โลกของศิลปะการจัดวางแสง (Artistic Lighting Installations) และ ประติมากรรมแสงเชิงสถาปัตยกรรม คอลเลกชันนี้ได้สำรวจแนวคิดเรื่องการเปลี่ยนแปลง ความเชื่อมโยง และพลังทางอารมณ์ของแสง ขณะเดียวกันก็ได้วางรากฐานสำคัญให้กับทิศทางในอนาคตของ Ango
การยอมรับในระดับนานาชาติและวิสัยทัศน์สู่อนาคต
ผลงานของแองกัส ฮัทชิสันได้รับการยอมรับในระดับสากล ผ่านทั้งรางวัลด้านการออกแบบ นิทรรศการในมิวเซียม และการเข้าร่วมงานแสดงการออกแบบชั้นนำของโลก อาทิ Maison&Objet Paris, Euroluce Milan, Museum of Arts and Design ณ นครนิวยอร์ก (MAD), Hara Museum กรุงโตเกียว, VIA Paris และ Gwangju Design Biennale
ดูสัมภาษณ์ Angus ในงาน Dead or Alive
ที่ Museum or Art&Design, New York
ตลอดเวลากว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา ฮัทชิสันได้พิสูจน์ให้เห็นว่าแสงสว่างสามารถเป็นได้มากกว่าเพียงการให้ความสว่าง ผ่าน Ango เขาได้ขยายขอบเขตความสัมพันธ์ระหว่างประติมากรรม สถาปัตยกรรม งานฝีมือ ความยั่งยืน และแสง จนมีส่วนในการนิยามใหม่ให้กับการออกแบบแสงระดับลักชัวรีร่วมสมัย
ผลงานของเขายังคงสนับสนุนและผลักดันงานหัตถศิลป์ไทย นวัตกรรมด้านวัสดุ และการออกแบบลักชัว รีอย่างยั่งยืน ขณะเดียวกันก็สำรวจว่า ศิลปะการจัดวางแสง สามารถสร้างความเชื่อมโยงที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นระหว่างผู้คนธรรมชาติและสภาพแวดล้อมที่ถูกสร้างขึ้นโดยมนุษย์

ในยุคสมัยที่ถูกขับเคลื่อนด้วยคำถามเกี่ยวกับความแท้จริงและมุ่งเน้นที่ความยั่งยืนมากขึ้นเรื่อยๆ แองกัส ฮัทชิสัน ได้สร้างตำแหน่งอันโดดเด่นในวงการออกแบบระดับนานาชาติ โดยแสดงให้เห็นว่า แสงสามารถเป็นได้ทั้งสถาปัตยกรรม ประติมากรรม บรรยากาศ และสื่ออันทรงพลังใ นการเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
1. แองกัส ฮัทชิสันคือใคร?
Angus Hutcheson เป็นสถาปนิกชาวอังกฤษ นักออกแบบแสงร่วมสมัย และผู้ก่อตั้ง Ango โดยตั้งอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่ปี ค.ศ. 2003 เขาเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติจากผลงาน ประติมากรรมแสงแบบงานฝีมือ (sculptural handcrafted lighting) ที่ผสานแนวคิดทางสถาปัตยกรรม วัสดุธรรมชาติ งานหัตถศิลป์ไทย และการออกแบบที่ยั่งยืนเข้าไว้ด้วยกัน
2. Ango เป็นที่รู้จักในด้านใด?
Ango คือสตูดิโอออกแบบแสงระดับนานาชาติ ที่สร้างสรรค์ประติมากรรมแสงแบบงานฝีมือ โครงการติดตั้งโคมไฟเฉพาะพื้นที่ (Bespoke Lighting Installations) และคอลเลกชันโคมไฟร่วมสมัย โดยใช้วัสดุหลากหลาย เช่น รังไหมธรรมชาติ หวาย เส้นใยเปลือกหม่อน และวัสดุผสมเชิงนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิดความยั่งยืน
3. Sculptural Handcrafted Lighting คืออะไร?
Sculptural Handcrafted Lighting คือปรัชญาการออกแบบของ Ango ที่มองว่าแสงไม่ได้เป็นเพียงองค์ประกอบเพื่อการส่องสว่าง แต่เป็นงานประติมากรรมที่มีชีวิต ซึ่งแต่ละชิ้นถูกสร้างขึ้นด้วยงานฝีมือ เพื่อสร้างบรรยากาศ พื้นผิวของแสง และความเชื่อมโยงทางอารมณ์ภายในพื้นที่สถาปัตยกรรม
4. แองกัส ฮัทชิสันใช้วัสดุอะไรบ้าง?
ผลงานของเขาสำรวจวัสดุธรรมชาติและวัสดุนวัตกรรม เช่น รังไหมธรรมชาติ หวายเส้นเล็กละเอียด เส้นใยเยื่อสา สแตนเลส และวัสดุเชิงประกอบที่ยั่งยืน ซึ่งได้รับการพัฒนาผ่านการวิจัยด้านแสงและนวัตกรรมวัสดุของ Ango
5. ผลงานของแองกัส ฮัทชิสันเคยจัดแสดงที่ไหนบ้าง?
ผลงานของเขาได้รับการจัดแสดงในระดับนานาชาติ อาทิ Maison & Objet Paris, Euroluce Milan, Museum of Arts and Design (New York), Hara Museum (Tokyo), VIA Paris และ Gwangju Design Biennale
6. ผลงานของ Ango ผลิตที่ไหน?
ผลงานแสงของ Ango ออกแบบโดยแองกัส ฮัทชิสัน เป็นงานฝีมือที่ผลิตในประเทศไทย โดยช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญ ผ่านเทคนิคการผลิตเฉพาะที่ผสานงานหัตถศิลป์ดั้งเดิมเข้ากับเทคโนโลยีร่วมสมัย





